เรื่องที่ Pb4
  ประเภท Hospital base
  ชื่อเรื่อง การใช้เครื่องสลายนิ่วในประเทศไทย ประสิทธิภาพและความเสมอภาค
  ชื่อผู้แต่ง วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร, สุกัลยา คงสวัสดิ์, พินทุสร เหมพิสุทธิ์, นวลอนันต์ ตันติเกตุ, งามจิตต์ จันทรสาธิต, วงเดือน จินดา วัฒนะ
  ที่มา หนังสือชุดวิจัยระบบสาธารณสุข เล่มที่ 4 สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข, การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุน
จากองค์การอนามัยโลกประจำปี 2536
  ปีที่ทำ ปี 2535
  บทคัดย่อ การศึกษาการใช้เครื่องสลายนิ่วในประเทศไทยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลข้อมูลทางด้านการเงิน เพื่อคำนวณต้นทุนการให้บริการ
พฤติกรรมของต้นทุน อัตราการคืนทุน ปริมาณบริการจริง (ผลิตภาพ) และปริมาณบริการ ณ จุดคุ้มทุน รวมทั้งลักษณะการจัดบริการ
ค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้ป่วย ลักษณะของผู้ป่วยที่ใช้บริการ เพศ อายุ ภูมิลำเนาและสถานะการจ่ายเงิน ทั้งนี้เพื่อนำมาประมวลและ
วิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า หน่วยสลายนิ่วต่าง ๆ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางสังคมสำคัญ 2 ประการ คือ ประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการได้อย่างไร หรือ ไม่

ในปี 2537 ประเทศไทยมีเครื่องสลายนิ่ว 28 เครื่อง อยู่ในกรุงเทพ 11 เครื่อง (39 %ของทั้งหมด)อยู่ในภาคอีสาน 10 เครื่อง (36 %)
อยู่ในภาคเหนือ 6 เครื่อง (21 %) อยู่ในภาคกลาง 1 เครื่อง ในจำนวน 28 เครื่องนี้เป็นของภาครัฐ 11 เครื่อง (39 %) เป็นของ
ภาคเอกชน 17 เครื่อง (61 %) คณะวิจัยพบว่าการกระจายไม่เหมาะสมทั้ง ๆ ที่ภาคอีสาน และภาคเหนือมีความชุกของนิ่วทางเดิน
ปัสสาวะสูงกว่าภาคอื่น การกระจุกตัวในกรุงเทพเช่นนี้ ทำให้มีผู้ป่วยเดินทางมาจากภาคอื่นมาใช้บริการค่อนข้างสูง ทำให้ขาด
ประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนส่วนบุคคลของผู้ป่วย (Personal Cost) ในด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาใช้บริการในกรุงเทพ
การศึกษานี้ ได้อาศัยข้อมูลจากหน่วยสลายนิ่วจำนวน 12 แห่ง เป็นของภาครัฐ 10 แห่งและภาคเอกชน 2 แห่ง ได้จำนวนผู้ป่วยสลายนิ่ว
ทั้งสิ้น 9,626 รายจากระหว่างเวลา 439 เดือนที่ทำการศึกษาเก็บข้อมูล โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มเปิดหน่วยสลายนิ่วจนถึงประมาณกลางปี
พ.ศ. 2536 หรือเท่าที่จะมีข้อมูลสมบูรณ์ที่สุด

ต้นทุนต่อรายในการให้บริการสูงกว่ารายได้สุทธิต่อรายในหน่วยสลายนิ่วทุกหน่วย ยกเว้นในกรณีของหน่วยสลายนิ่วในโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของและให้โรงดพยาบาลรามาธิบดีเช่า หน่วยสลายนิ่วของโรงพยาบาลรามาธิบดีมีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยวัดในด้าน
ของผลิตภาพ หรือปริมาณบริการต่อเดือน (Monthly Output ) ที่สูงกว่าหน่วยสลายนิ่วอื่น และมีต้นทุนต่อรายต่ำกว่า ต้นทุนการลงทุนซื้อเครื่อง
สลายนิ่วต่กำกว่า นอกจากนี้ ปริมาณบริการจริงสูงกว่าปริมาณบริการ ณ จุดคุ้มทุน

การวิเคราะห์พบว่า ในภาพรวมแล้ว หน่วยสลายนิ่วให้บริการผู้ป่วยที่สามารถจ่ายเงินเองได้ค่อนข้างสูง ( 38 % ของตัวอย่างทั้งหมด) รองลงมาเป็นผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ( 35 %) การให้บริการฟรีแก่ผู้ถือบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยมีเพียง 18 % ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขภาคอีสาน เป็นผู้ป่วยสังคมสงเคราะห์เพียง 5 % พอสรุปได้ว่า คนจนและผู้มีบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าดถึงและใช้บริการเครื่องสลายนิ่วได้ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่จ่ายเงินเอง และผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการและบุคคลในครอบครัว เป็นปัญหาเชิงความเสมอภาคของการจัดบริการสลายนิ่ว

โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลทหารผ่านศึกษเป็นกรณีตัวอย่างของความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหน่วยสลายนิ่ว ซึ่งผู้กำหนดนโยบายควรจะได้ศึกษาโดยละเอียด เพื่อหาจุดดีและจุดอ่อน ในการพัฒนานโยบายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคคลในครอบครัวของกระทรวง
การคลังนั้น เป็นตัวกำหนดและกระตุ้นให้ภาคเอกชนแสวงหาความร่วมมือกับภาครัฐ โดยการให้โรงพยาบาลรัฐเช่าเครื่องสลายนิ่ว ทั้งนี้เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดของผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการและบุคคลในครอบครัวที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผู้วิจัยมีข้อเสนอ แนะที่สำคัญ คือ

  1. จะต้องรีบศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิผลทางคลินิก เนื่องจากราคาเครื่องสลายนิ่วมีความแตกต่างกันสูงระหว่าง 8.0 ล้านบาท
    ถึง 37.5 ล้านบาท ถ้ามีประสิทธิผลไม่แตกต่างกัน น่าจะลงทุนซื้อเครื่องที่มีราคาต่ำกว่า
  2. ระหว่างที่ยังศึกษาประสิทธิผลทางคลินิกนั้น น่าจะได้มีการกำหนดคุณลักษณะของเครื่องสลายนิ่วโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่อง ไม่มีอคติ และไม่มีผลประโยชน์เบื้องหลัก เพื่อให้คุณลักษณะเครื่องสลายนิ่วที่มีต้นทุนต่ำ
    และมีประสิทธิผลสูงสุด (High Cost Effective)
  3. การกระจายของเครื่องสลายนิ่วนั้น ต้องไม่เพิ่มเครื่องในกรุงเทพอีก อาจจะเพิ่มเครื่องในภาคอีสานและภาคเหนือได้ถ้าจำเป็น
  4. ก่อนจะเพิ่มเครื่อง จะต้องจัดการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องที่มีอยู่แล้วในภาครัฐเสียก่อน โดยการเพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้น การขายเครื่องสลายนิ่วของภาครัฐที่มีอยู่ให้เอกชนเป็นผู้บริหารการจัดหน่วยสลายนิ่วเคลื่อนที่ การปรับปรุงประสิทธภาพของการส่งต่อและนัดหมายผู้ป่วยภายในเครือข่ายและระหว่างเครือข่ายตามโครงการพัฒนาระบบบริการ
    สาธารณสุขในส่วนภูมิภาค (พบส.) ผู้วิจัยมีความเชื่อว่า มาตราการเหล่านี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิผลต่ำ และมีความเป็นไปได้ต่ำในการเพิ่มประสิทธิภาพ

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น การเช่าเครื่องจากเอกชน การให้เอกชนบริหารจะต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความร่วมมือกันและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเสมอภาค และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงและการใช้บริการของผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายเงินได้

  วิธีการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยย้อนหลังในหลายสถาบัน (Retrospective multi-centre studies)โดยผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์หัวหน้าหน่วยสลายนิ่วทุกหน่วย(Interview questionaire) และการวิจัยจากเอกสาร(Documents research) โดยศึกษาในหน่วยสลายนิ่วทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศที่กำลังจัดบริการในปี 2535

การศึกษาต้นทุนในการวิจัยนี้ เป็น view point ของหน่วยสลายนิ่ว(Provider costs) และไม่ได้รวมต้นทุนทางอ้อม(Indirect cost) ที่หน่วยงานอื่นๆในโรงพยาบาลให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยสลายนิ่ว(Overhead cost)

  วิธีคิดค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคาของเครื่องสลายนิ่ว และส่วนควบของเครื่องสลายนิ่ว ใช้สูตร Capital depreciation cost = historical cost / annualisation factor โดยใช้อัตราลด (Discount rate) 10% และอายุการใช้งานของเครื่องสลายนิ่วเป็น 5 ปี (อ้างอิงจากรายงานของสมาคมโรงพยาบาลอเมริกัน- American Hospital Association 1988)

ค่าเสื่อมราคาไม่ได้นำค่าที่ดิน ค่าอาคารมาวิเคราะห์

  วิธีการกระจายต้นทุน N/A
  ผลการศึกษา  

สัดส่วนค่าแรง ต่อ ค่าวัสดุ ต่อ ค่าลงทุน, ต้นทุนต่อหน่วยบริการ. จำนวนหน่วยบริการของหน่วยงาน, วันป่วยเฉลี่ย

 

 

 

ตารางแสดงต้นทุนพฤติกรรมต้นทุนและรายได้ เรียงต้นทุนต่อรายจากต่ำที่สุดไปสูงที่สุด

LC

MC

CC

ต้นทุนต่อราย

รายได้ต่อราย

กรุงเทพมหานคร
  1. รามา

10

3

87

10,913

16,600

  • ศิริราช

6

0

94

19,994

7,671

  • ทหารผ่านศึก

5

1

94

24,606

21,557

  • จุฬาลงกรณ์

4

20

76

33,366

12,580(ต่อครั้ง)

  • ราชวิถี

2

17

81

34,716

8,588

  • พระมงกุฎ

2

5

93

62,662

20,891

  • กลาง

3

5

92

120,879

16,499

ส่วนภูมิภาค
  1. ขอนแก่น

1

11

88

22,034

11,755

  • เชียงใหม่

3

9

88

40,332

n/a

  • โคราช

4

8

88

40,781

8,156

  • อุบลฯ

2

7

91

41,845

9,686

  • อุดรฯ

2

9

90

45,586

13,991

ตารางแสดงปริมาณบริการรายเดือนของหน่วยสลายนิ่วแต่ละแห่ง

จำนวน จำนวน จำนวน
ผู้ป่วยทั้งหมด เดือนที่ศึกษา ผู้ป่วยต่อเดือน
กรุงเทพมหานคร
  1. ราชวิถี

950

48

19.80

  • รามา

2,355

51

46.20

  • พระมงกุฏ

270

19

14.20

  • ศิริราช

1,538

56

27.50

  • กลาง

148

25

5.90

  • ทหารผ่านศึก

167

22

7.60

  • จุฬาลงกรณ์

1,427

66

21.60

ส่วนภูมิภาค
  1. อุบลฯ

660

37

17.80

  • ขอนแก่น

588

32

18.40

  • โคราช

537

31

17.30

  • อุดรฯ

457

30

15.20

  • เชียงใหม่

529

22

24.00

รวม 12 หน่วย

9,626

439

21.90

home.gif (2465 bytes)